พื้นที่ที่ Retrospective ทั่วไป ไปไม่ถึง

ช่วงนี้ในวันหยุด วันว่าง เพื่อนๆ พี่ๆ ที่เคยเห็นผมเล่าเรื่อง Reflection หรือการถอดบทเรียนกลุ่มอยู่บ่อยๆ ก็ให้โอกาสชวนผมเข้าไปช่วยทำกระบวนการให้ทีมของเขา — เข้าไปชวนทีมสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ทำ Team Building หรือ Project Debreifing ซึ่งจริงๆคนฝั่งเทคเราก็มักจะทำกระบวนการพวกนี้กันอยู่แล้ว อาจจะเรียกว่า Retrospective ซึ่งจริงๆเราก็เหมือนจะทำกันอยู่ทุก Sprint ทุกๆจบโปรเจค ตามแต่จังหวะของทีมซึ่งเราก็มีการทำอะไรแบบนี้กันอยู่ แต่จริงๆแล้วเรายังไม่ได้พูดคุยในเรื่องที่ลึกไปกว่านั้น เรื่องยากๆ เรื่องที่ต้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ตรงนี้มักจะใช้พลังงานสูง กินพลังมาก และอาจจะส่งผลไม่ดีให้กับทีมต่อเนื่องได้ ตรงนี้เลยต้องใช้ความปลอดภัยและความละเอียดสูง ซึ่งทำให้เรามักจะหลีกเลี่ยงกันบ่อยๆ

ผมโชคดี ที่ได้รับความไว้วางใจ และได้มีโอกาสในการเข้าไปจัดกระบวนการสะท้อนการเรียนรู้ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ เข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยในฐานะคนนอก ได้ฟังปัญญาที่กลุ่มสังเคราะห์จากหยาดเหงื่อและพลังกาย รวมไปถึงได้ฟังและได้ร่วมรู้สึกกับทีมเมื่อทีมร่วมสังเคราะห์บทเรียนยากๆ อย่างเช่นความล้มเหลว

หลายครั้งที่ทีมเทคถามผมก่อนเริ่มกระบวนการว่า "คุณจะเข้าใจบริบทเราเหรอ" เพราะเรื่องที่ทีมแบกอยู่ในวงนั้นมักไม่ใช่แค่เรื่องของคน แต่มีทั้งเรื่องเทคนิคที่ซับซ้อน เรื่องธุรกิจ เรื่องการบริหาร เรื่องของผู้ก่อตั้งและทีมผู้บริหาร บางครั้งก็มีเรื่องกฎหมาย การอยู่ภายใต้การกำกับดูจากหน่วยงานรัฐ จนถึงคดีความเข้ามาเกี่ยวด้วย ตรงนี้แหละที่ผมรู้สึกว่าประสบการณ์เกือบสามสิบปีในสาย Tech และ Financial ของตัวเอง กลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้ทีมไว้ใจให้เข้าไปถือพื้นที่ได้ ทีมไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการอธิบายให้ผมเข้าใจว่า production incident ส่งผลกับใครยังไง หรือ founder dynamics ซับซ้อนแค่ไหน พลังงานนั้นจะได้ถูกใช้กับสิ่งที่สำคัญกว่า ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับทีม ไม่ได้เป็นหัวหน้าใคร ไม่ได้เป็นลูกน้องใคร และสิ่งที่ทีมพูดในวงไม่ได้กระทบหน้าที่การงานของผม ความเป็นกลางตรงนี้ทำให้ทีมพูดได้เปิดกว่าที่จะพูดกันเองภายใน เพราะไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่พูดจะถูกตีความ จะถูกจำ หรือจะถูกใช้ต่อในวันจันทร์

ส่วนตัวผมเองรู้สึกว่ามันเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้เข้าไปเป็นพยานในช่วงเวลาที่ทีมเลือกจะเปิดใจกัน คำว่า "คนนอกที่เป็นกลาง" สำหรับผม ไม่ได้แปลว่ายืนห่าง หรือไม่มีอารมณ์ร่วม แต่หมายถึงการเข้าไปอยู่ตรงนั้นโดยไม่พกความเห็นล่วงหน้าเข้าไปด้วย ไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด ใครทำดีใครทำพลาด แต่มารับรู้สิ่งที่ทีมกำลังเป็นและกำลังทำอยู่ในขณะนั้น ตามที่มันเป็น ความเป็นกลางแบบนี้ทำให้ผมไม่ต้องคอยจัดระเบียบสิ่งที่ทีมพูด ไม่ต้องคอยสรุปให้ฟังว่ามันแปลว่าอะไร และไม่ต้องคอยบอกว่าควรจะรู้สึกยังไง ทีมจึงได้พื้นที่ในการกลับมาเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ในห้องนั้น

ที่ผมเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือพื้นที่แบบนี้ไม่ได้เปิดขึ้นด้วย agenda ที่ดี หรือคำถามที่ฉลาด แต่มันเปิดเมื่อคนในวงรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เขาพูดจะไม่ถูกตัดสิน จะไม่ถูกเอาไปใช้ต่อในแบบที่เขาไม่ได้ตั้งใจ และจะไม่ทำให้ความสัมพันธ์ในทีมแย่ลงหลังจากนั้น ความปลอดภัยแบบนี้สร้างด้วยคำพูดไม่ได้ ต้องสร้างด้วยท่าทีของกระบวนกร และด้วยข้อตกลงที่ทีมร่วมกันถือ

หน้าที่ของผมในฐานะคนนอก ไม่ใช่การหาคำตอบให้ใคร ไม่ใช่การช่วยสรุป Action Items และไม่ใช่การปลอบทีม สิ่งที่ผมพยายามทำคือดูแลพื้นที่ รักษาจังหวะ ตั้งคำถามที่เปิดให้ทีมได้ยินตัวเอง และถือพื้นที่ตรงนั้นให้แน่นพอ ที่ทุกคนจะกล้าวางสิ่งที่หนักลงตรงกลางได้

มีครั้งหนึ่งที่ผมจำได้ดี — วงสะท้อนการเรียนรู้หนึ่งที่ผ่านไปเกือบครึ่งทาง บทสนทนายังอยู่บนผิว ไม่ได้จะบอกว่าผิวนั้นไม่ดี แต่เรารู้สึกได้ว่า ทุกคนยังพยายามพูดให้ถูก ให้ดี ให้เป็นมืออาชีพ จนถึงจังหวะที่คนหนึ่งในวงพูดเบาๆออกมาว่า "จริงๆรู้สึกว่าตัวเองทำพังโปรเจกต์นี้" แล้วก็เงียบ ความเงียบนั้นยาวกว่าที่ใครจะสบายใจ แต่ไม่มีใครรีบเข้ามาช่วยปลอบ ไม่มีใครรีบบอกว่า "ไม่หรอก ไม่ใช่เธอคนเดียว" ทุกคนแค่อยู่ตรงนั้น และหลังจากความเงียบนั้น บทสนทนาทั้งวงก็เปลี่ยนไป ทีมเริ่มแชร์ในสิ่งที่ตัวเองแบกมาเหมือนกัน โดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าคนอื่นก็แบก

ถ้าคุณจินตนาการตามผมถึงตรงนี้ น่าจะรับรู้ได้แล้วว่าโมเมนต์ในห้องที่อึมครึมมาระยะหนึ่ง ก่อตัวจนเป็นพายุใหญ่นั้น ได้ค่อยๆเคลื่อนตัวจนเริ่มเห็นฟ้าที่สว่างขึ้น ในบรรยากาศที่ปลอดภัย ไม่ตัดสิน ไม่ต้องรีบจัดการ เมื่อเราอยู่กับตรงนั้น มันเกิดพื้นที่ให้โอกาสและความเข้าใจใหม่ๆ กับทุกเสียง เริ่มเห็นอะไรบางอย่างเชื่อมโยงกันจริงๆ ท่าทีและบรรยากาศในห้องก็เริ่มผ่อนคลายขึ้น

ในจังหวะที่บรรยากาศในห้องค่อยๆเปลี่ยน และผมได้นั่งอยู่ตรงนั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับโอกาสในการเรียนรู้ไปพร้อมกับทีม ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่บางทีในห้องประชุมของตัวเองก็ไม่ได้เห็น และที่สำคัญพอๆกัน การได้ออกมาทำสิ่งนี้ จึงได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากมายไม่รู้จะหาเรียนที่ไหน และก็เป็นเหมือนการยืนยันให้กับทีม ให้บริษัทของเราด้วยว่า ทักษะและประสบการณ์ที่พวกเราสะสมและพัฒนากันมาตลอดหลายสิบปี ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับพวกเราเอง แต่ยังสามารถออกไปช่วยทีมอื่นๆ ในวันที่เขาต้องการคนนอกมาช่วยถือพื้นที่ได้เช่นกัน และรับรู้ได้ว่าความสำคัญของการมีคนนอกเข้ามาช่วยนั้นมีประโยชน์อย่างไร

เมื่อทีมได้พูดในสิ่งที่ค้างไว้จริงๆ ปัญญาที่ออกมาไม่ใช่ของผม ไม่ใช่ของหัวหน้า ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญญาที่ทีมสังเคราะห์ขึ้นมาด้วยกันจากประสบการณ์จริงของเขา และนี่คือสิ่งที่ Retrospective ตามปกติมักไปไม่ถึง ไม่ใช่เพราะทีมไม่เก่ง แต่เพราะมันต้องการพื้นที่อีกแบบ และเวลาอีกจังหวะหนึ่ง

คนฝั่งเทคเราไม่ค่อยคุ้นเคยกับบทสนทนาที่ลึก หรือบทสนทนาที่อนุญาตให้อารมณ์ได้แสดงออก หลายคนบอกว่าตัวเอง "พูดไม่เก่ง คุยไม่เก่ง" แล้วเลยขอผ่านกระบวนการกลุ่มไป ผมเข้าใจดี เพราะผมก็เคยอยู่ตรงนั้น แต่พอได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่แบบนี้บ่อยขึ้น ผมเริ่มเห็นว่า การปฏิเสธพื้นที่ตรงนี้ ไม่ใช่แค่การปฏิเสธบทสนทนา แต่คือการปฏิเสธพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันไปด้วย และจริงๆ การพูดเก่งหรือไม่เก่งอาจไม่ใช่ประเด็น เท่ากับการที่เราอนุญาตให้ตัวเองและทีมได้อยู่ตรงนั้นด้วยกัน