ตอนที่ผมจะออกจากบ้าน ลูกไม่ได้ร้องไห้
เขาขอเดินไปส่งถึงหน้าประตู พอถึงหน้าประตูเขาขอไปส่งถึงรถ พอถึงรถเขาขอกอดอีกทีหนึ่ง แล้วก็อีกทีหนึ่ง แล้วก็ถามว่าพ่อจะกลับมากี่โมง กลับมาวันไหน กลับมาแล้วเราจะทำอะไรกันต่อ
ผมเคยคิดว่านี่คือการอ้อน คือการถ่วงเวลา คือเรื่องที่เดี๋ยวก็ผ่านไป
แต่มีอยู่วันหนึ่งที่ผมยืนดูมันจริงๆ แล้วเห็นว่านี่คือทุกอย่างที่เขามี
การกอด คือการยืนยันกับตัวเองว่าตอนนี้เรายังไม่ขาดจากกัน
การขอไปส่งให้ไกลอีกหน่อย คือการขยับเส้นที่จะขาดออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่กำลังของเด็กคนหนึ่งจะทำได้
การถามว่ากลับมากี่โมง คือการขอหลักประกันว่าเส้นนี้มันมีปลายอีกข้างหนึ่งอยู่จริง
การถามว่ากลับมาแล้วจะทำอะไรกันต่อ คือการวางสะพานข้ามช่วงเวลาที่เขายังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เขาไม่มีมือถือ ไม่มีเบอร์ ไม่มีทางรู้เลยว่าผมถึงหรือยัง ปลอดภัยไหม เจออะไรระหว่างทางบ้าง เครื่องมือของเขามีอยู่แค่ตัวเขาเอง เวลาตรงหน้าประตูนั้น กับการขอ
แค่นั้นจริงๆ
แล้วผมก็นึกออกว่า มนุษย์ทั้งหมดก็เริ่มจากตรงเดียวกันนี้
ย้อนไปไกลๆ การจากกันครั้งหนึ่งอาจแปลว่าไม่ได้เจอกันอีกเลยจริงๆ ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายรอดหรือเปล่า ไม่มีวิธีจะรู้ด้วย ต่อมาเรามีจดหมายที่เดินทางเป็นเดือน กว่าจะรู้ว่าเขาสบายดี เขาอาจจะไม่สบายดีไปแล้วก็ได้ แล้วเราก็มีโทรเลข มีโทรศัพท์บ้านที่ต้องนัดเวลากันไว้ล่วงหน้า มีมือถือ มีอินเทอร์เน็ตที่ต่อคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน
จนตอนนี้ไม่ใช่แค่ข้อความแล้ว เรารู้ว่าเขาอ่านหรือยัง รู้ว่าเมื่อกี้นี้เองเขายังออนไลน์อยู่ รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนบนแผนที่ รู้กระทั่งว่าแบตเขาเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคิดต่ออีกนิดเดียวมันแปลว่าเรารู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าอีกประมาณกี่ชั่วโมงเราจะขาดจากกัน
ทุกขั้นของมันคือความพยายามอันเดียวกันกับเด็กที่ขอไปส่งให้ไกลอีกหน่อย
เป็นการขยับเส้นที่จะขาดออกไปเรื่อยๆ เพื่อให้ใจที่กำลังไม่ปกติได้กลับมาปกติ เพื่อจะได้วางใจลง แล้วเดินไปทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำต่อได้ ทั้งที่ตัวอยู่คนละที่กัน
ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่ share location กับใครอีกคนมาเป็นปี
พอเป็นปีนี่ไม่ใช่การตรวจสอบกันแล้ว มันกลายเป็นอย่างอื่นไปนานแล้ว มันกลายเป็นการเปิดดูก่อนนอนแล้วเห็นว่าถึงบ้านแล้ว เป็นการรู้ว่าวันนี้เขาแวะที่เดิมอีกแล้ว เป็นการไม่ต้องถามว่าอยู่ไหนเพราะเห็นอยู่ มันกลายเป็นภาษาอีกภาษาหนึ่งที่สองคนนั้นสร้างขึ้นมาเองโดยไม่เคยตั้งชื่อให้มัน
แล้ววันหนึ่งมันก็ปิด
ไม่มีการทะเลาะ ไม่มีการบอกกล่าว ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะชี้ได้ว่าตรงนี้ไงคือจุดที่เปลี่ยน
สิ่งที่หายไปไม่ใช่จุดสีฟ้าบนแผนที่ สิ่งที่หายไปคือภาษาที่ใช้กันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้ และความยากของมันอยู่ตรงที่ถ้าจะเอ่ยปากถาม มันจะฟังดูเป็นเรื่องเล็กมากจนพูดออกมาไม่ได้ เพราะบนกระดาษแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่าง
ใจที่เคยวางลงได้ทุกคืน มันก็เลยไม่รู้จะไปวางตรงไหน
ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าอย่าไปพึ่งเครื่องมือพวกนี้นะ
ผมทำงานสร้างของแบบนี้มาเกือบสามสิบปี ทุกฟีเจอร์ที่ทำให้เรารู้สถานะของกันได้เร็วขึ้นละเอียดขึ้น มันเกิดจากความปรารถนาดีของคนจริงๆ คนที่อยากรู้ว่าอีกคนถึงบ้านหรือยัง ผมยังคิดว่ามันดีอยู่ ผมยังทำมันต่อ
แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งมาเห็น
เครื่องมือมันเดินทางมาไกลมาก จากจดหมายที่ใช้เวลาเป็นเดือน มาถึงตัวเลขแบตเตอรี่ที่อัปเดตทุกวินาที ส่วนใจที่รอจะวางลงนั้น มันยังอยู่ที่เดิมกับตอนที่เรายังต้องรอจดหมาย
มันยังต้องรู้ก่อน ถึงจะวางลงได้
แล้วยิ่งเรารู้ได้ละเอียดขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งถูกรบกวนได้ละเอียดขึ้นเท่านั้น ตัวเลขแบตเตอรี่ไม่ได้ทำให้ใจสงบลง มันแค่ให้ของใหม่ให้เราเฝ้าดู
ตรงนี้แหละที่ผมเห็นอะไรบางอย่างของตัวเอง
ที่ผมกระวนกระวายเวลาการเชื่อมต่อมันขาดไป มันไม่ใช่แค่อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายจะโอเคหรือเปล่าเท่านั้น มันอยู่ลึกลงไปกว่านั้น มันอยู่ที่ตัวผมเองที่ยังต้องได้รับการยืนยันก่อน ถึงจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้ยังอยู่ ถึงจะโอเคกับตัวเองได้ ถึงจะเดินต่อได้
ผมไม่ได้เห็นอันนี้เพราะคิดออก
ผมเห็นเพราะมีช่วงหนึ่งที่ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว แล้วก็เลยได้ยืนอยู่กับความรู้สึกนั้นนานพอ นานจนพ้นช่วงที่อยากจะหาอะไรมาทับมัน พ้นช่วงที่อยากจะลบมันทิ้ง พ้นช่วงที่อยากจะเดินหนีไปทางอื่น
ข้างในความรู้สึกที่เราเรียกรวมๆ ว่าเสียใจหรือผิดหวังนั้น มันมีอะไรอยู่อีกเยอะมาก มันไม่ได้มาแค่ชื่อของผลลัพธ์ และมันจะไม่เปิดให้เห็นเลยถ้าเราไม่อยู่กับมันนานพอ
พอกลับมามองลูกที่หน้าประตูอีกที ผมเห็นสิ่งที่เขาทำต่างออกไปจากเดิม
เขาไม่ได้ขาดเครื่องมือ เขาแค่ทำทั้งหมดนั้นแบบตรงๆ ด้วยตัวเอง ด้วยเวลาที่มีอยู่ตรงนั้น ต่อหน้าคนที่กำลังจะจากไป ไม่มีอะไรมาคั่นกลาง
แล้วความรู้สึกของเขาก็ไม่ได้ถูกเลื่อนออกไปไหน มันลงตรงนั้น หน้าประตูนั้น แล้วเขาก็เดินผ่านมันไปทั้งอย่างนั้น
ผมยังไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งที่ผมยื่นเครื่องมือเครื่องแรกให้เขา ผมกำลังเพิ่มอะไรให้เขา หรือกำลังเอาอะไรไป
ตอนนี้เวลาจะออกจากบ้าน ผมเลยยังไม่รีบขึ้นรถ
ยืนให้เขากอดอีกทีหนึ่ง แล้วก็อีกทีหนึ่ง