ถ้าถามว่า "ผู้รู้" คือใคร คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงคนที่รู้เยอะ รู้ลึก เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นคนที่คนอื่นมาถามแล้วตอบได้
แต่ผมอยากชวนมองคำว่า knower ในอีกแบบหนึ่ง
ในทางพุทธ จิตมีหน้าที่หลักอย่างหนึ่งคือ "รู้" วิญญาณขันธ์ คือตัวรู้ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา รู้เห็น รู้ได้ยิน รู้สัมผัส รู้คิด ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องฝึก มันทำงานของมันอยู่แล้ว
ทุกคนเป็นผู้รู้ ไม่มีใครไม่รู้อะไรเลย
แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เรารู้ว่าเรารู้อะไรหรือเปล่า และเราพร้อมจะอยู่กับสิ่งที่เรารู้แค่ไหน
หลายครั้งเรารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง แต่ไม่เคยหยุดดู ไม่เคยจัดวาง ไม่เคยพูดออกมา ความรู้เหล่านั้นก็ลอยอยู่ในหัว กระจัดกระจาย ไม่ปะติดปะต่อ เหมือนมีของมีค่าอยู่เต็มบ้าน แต่ไม่เคยจัดห้อง ก็ใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้เต็มที่
มีช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ คือตอนที่เราไม่ใช่แค่รู้อยู่ข้างใน แต่กล้าวางสิ่งที่รู้ออกมาให้ถูกเห็น
การเขียนบันทึก การจดความคิด การเรียบเรียงสิ่งที่เรียนรู้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การจัดเก็บข้อมูล แต่เป็นกระบวนการสำรวจตัวเอง เพราะตอนที่พยายามเขียนสิ่งที่คิดออกมา เราถูกบังคับให้ทำให้มันชัด สิ่งที่คิดว่ารู้ พอเขียนจริงอาจพบว่ายังไม่ชัดอย่างที่คิด สิ่งที่คิดว่าเข้าใจ พอต้องอธิบาย อาจพบว่ายังมีรูโหว่
กระบวนการนี้เปลี่ยนเราจาก "คนที่รู้" เป็น "คนที่รู้ว่าตัวเองรู้อะไร" และบางทีที่สำคัญกว่านั้นคือ "คนที่รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้อะไร"
แล้วเมื่อวางออกมาให้คนอื่นเห็นได้ด้วย ไม่ว่าจะผ่านการเขียนบล็อก การแชร์โน้ต หรือแม้แต่การส่งบันทึกให้เพื่อนอ่าน มันก็เข้าสู่มิติที่ลึกขึ้นอีก เพราะสิ่งที่ถูกเห็นร่วมกัน ถูกเป็นพยานร่วมกัน มันจะกลับไปซ่อนได้ยาก มันถูกทำให้เป็นจริงขึ้นมาในโลก ไม่ใช่แค่ในหัวเราอีกต่อไป
ผู้รู้ที่พร้อมถูกรู้ จึงไม่ได้หมายความว่าต้องเปิดเผยทุกอย่าง แต่หมายความว่ากล้าที่จะยืนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเห็น และไม่หนีจากมัน
คนในวงการเทคโนโลยีคุ้นเคยกับคำว่า knowledge management หรือ personal knowledge management (PKM) ซึ่งมักจะพูดถึงเครื่องมือ วิธีจัดโน้ต ระบบ linking ระบบ tagging
สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ผมรู้สึกว่ามันมักจะหยุดอยู่ที่ระดับ "จัดเก็บ" คือทำยังไงให้ข้อมูลค้นหาง่าย เชื่อมโยงกันได้ ไม่หาย
แต่ถ้ามองจากมุมที่ลึกกว่านั้น การจัดการความรู้ส่วนตัวไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูล มันเป็นเรื่องของการรู้จักตัวเอง ทุกครั้งที่เราเขียน ทุกครั้งที่เราเรียบเรียงความคิด เรากำลังสำรวจว่าตัวเองเชื่ออะไร เข้าใจอะไร ให้ค่ากับอะไร
ในแง่นี้ เครื่องมือจัดการความรู้ที่ดีไม่ใช่แค่ที่เก็บของ แต่เป็นกระจกสะท้อนตัวเอง
ผมทำเว็บไซต์ส่วนตัวที่ knower.cc ด้วยเจตจำนงค์ง่ายๆ คืออยากมีพื้นที่สำหรับการฝึกเป็นผู้รู้
ไม่ใช่พื้นที่โชว์ความรู้ ไม่ใช่พอร์ตโฟลิโอ ไม่ใช่สื่อที่ต้องเขียนให้สวยให้เป๊ะทุกครั้ง แต่เป็นพื้นที่ที่ผมใช้วางสิ่งที่กำลังคิด กำลังเรียนรู้ กำลังสำรวจ ออกมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง
บางชิ้นเป็นบันทึกจากการปฏิบัติธรรม บางชิ้นเป็นความคิดเรื่องการทำงาน บางชิ้นเป็นสิ่งที่เรียนรู้จากการทำกระบวนการ บางชิ้นยังไม่ตกผลึก ยังเป็นร่าง ยังเปลี่ยนได้ และนั่นก็ไม่เป็นไร
เจตจำนงค์ที่ลึกกว่านั้นคือ ผมเชื่อว่าการเขียนเป็นรูปแบบหนึ่งของการปฏิบัติ ทุกครั้งที่นั่งลงเขียน ต้องเผชิญกับตัวเอง ต้องถามว่าจริงๆ แล้วเราคิดอะไร ไม่ใช่แค่คิดว่าเราคิดอะไร มันเป็นการนั่งสมาธิอีกแบบหนึ่ง แค่ใช้ตัวอักษรแทนลมหายใจ
และการวางมันไว้ในที่ที่คนอื่นเข้าถึงได้ เป็นการฝึกอีกชั้นหนึ่ง ฝึกที่จะไม่สมบูรณ์แบบ ฝึกที่จะถูกเห็นในระหว่างทาง ไม่ใช่แค่ตอนที่พร้อมแล้ว
knower ไม่ใช่แค่เว็บไซต์ของผม มันเป็นคำเชิญชวน
ชวนให้กลับมาสำรวจว่าตอนนี้คุณรู้อะไรอยู่ คุณรู้อะไรเกี่ยวกับงานที่ทำ เกี่ยวกับคนที่อยู่ด้วย เกี่ยวกับตัวเอง ความรู้เหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ตรงไหน มีอะไรที่รู้แล้วแต่ยังไม่เคยเขียนออกมา มีอะไรที่คิดว่ารู้แต่พอจะเขียนกลับพบว่ายังไม่ชัด
การเขียนไม่จำเป็นต้องเขียนเพื่อคนอื่น เขียนให้ตัวเองก่อนก็ได้ เขียนแบบยังไม่เรียบร้อยก็ได้ เขียนแบบยังสับสนก็ได้ เพราะกระบวนการเขียนนั่นแหละคือกระบวนการรู้
และถ้าวันหนึ่งพร้อม ก็ลองวางให้คนอื่นเห็นบ้าง ไม่ต้องทั้งหมด แค่บางส่วน แค่พอให้สิ่งที่รู้ถูกเป็นพยาน ถูกสะท้อน ถูกท้าทาย ถูกต่อยอด
การรู้ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษ ไม่ต้องรอไปปฏิบัติธรรม ไม่ต้องรอเข้ากระบวนการ ไม่ต้องรอจังหวะที่ลงตัว การรู้เกิดขึ้นได้ทุกวัน ถ้าเราหยุด สังเกต แล้วบันทึก
knower ไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุด แต่คือคนที่ฝึกรู้ตัวเองทุกวัน และพร้อมที่จะถูกรู้