ช่วงนี้ผมกำลังทำตู้ถ่ายรูปเล็กๆ ที่ปาย
รูปจะพิมพ์ออกมาบนกระดาษใบเสร็จ แบบเดียวกับที่เราได้จากร้านสะดวกซื้อแล้วขยำใส่กระเป๋ากางเกง ขาวดำ เม็ดหยาบๆ ไม่ใช้หมึก ใช้ความร้อนวาดภาพลงไปบนกระดาษ
ผมเลยไปนั่งอ่านว่ากระดาษแบบนี้อยู่ได้นานแค่ไหน
คำตอบคือเก็บดีๆ ก็ราวห้าถึงเจ็ดปี แล้วภาพจะค่อยๆ จางลง
ส่วนสิ่งที่ทำให้มันจางเร็วมีอยู่ไม่กี่อย่าง ความร้อน แสงแดด ครีมที่ติดอยู่บนมือ และซองพลาสติกใสในกระเป๋าสตางค์
ก็คือทุกอย่างที่เราทำกับรูปที่เรารักนั่นแหละ
เราเก็บมันไว้ใกล้ตัว พกไปทุกที่ หยิบออกมาดูบ่อยๆ เอานิ้วลูบ วางไว้ตรงที่แสงส่องถึงจะได้เห็นทุกวัน
ยิ่งเก็บไว้ใกล้ ยิ่งจางเร็ว
ไม่มีใครทำอะไรผิดกับรูปใบนั้นเลยนะ มันแค่เป็นกระดาษแบบนั้น
เวลาพูดถึงความเปลี่ยนแปลง เรามักนึกถึงของที่หายไป คนที่ไม่เหมือนเดิม ความรู้สึกที่เคยมีแล้วไม่มี
แต่มีความเปลี่ยนแปลงอีกแบบหนึ่งที่เราไม่เคยเรียกมันว่าความเปลี่ยนแปลงเลย
เราเรียกมันว่าการเรียนรู้
ตอนเด็กเราอ่านหนังสือไม่ออก ตัวหนังสือบนป้ายเป็นแค่ลายเส้น พออ่านออกแล้ว เรามองป้ายแล้วไม่อ่านไม่ได้อีกเลย เด็กคนที่เห็นตัวหนังสือเป็นลายเส้นคนนั้นไม่อยู่แล้ว เรียกกลับมาก็ไม่ได้ ต่อให้อยากลองดูสักครั้งก็ตาม
ไม่มีใครเสียใจกับเรื่องนี้ เราฉลองมันด้วยซ้ำ
พอขับรถเป็น คนที่นั่งเกร็งอยู่หลังพวงมาลัยคนนั้นก็หายไป
พอฟังภาษาหนึ่งออก คนที่เคยได้ยินมันเป็นแค่เสียงก็หายไป
พอเริ่มฟังคนอื่นเป็น คนที่รีบพูดแทรกทุกครั้งคนนั้นก็ค่อยๆ หายไปเหมือนกัน
ยิ่งเรียนได้ดี ยิ่งสำเร็จ ก็ยิ่งเป็นอีกคนมากขึ้นเท่านั้น ถ้าดูดีๆ เราอาจจะแทบเป็นคนละคนกับเมื่อสิบปีก่อน
แต่เราก็ยังเรียกคนนี้ว่าตัวเองอยู่ เราเก่งขึ้น เราดีขึ้น เรายังเป็นเรา
แล้วเราก็เก็บคำว่า "เปลี่ยน" ไว้ใช้กับเรื่องที่เราไม่ชอบ เขาเปลี่ยนไป มันไม่เหมือนเดิมแล้ว พอใช้แบบนี้บ่อยเข้า เราก็พลอยไม่อยากให้อะไรเปลี่ยนไปด้วย
ทั้งที่มันเป็นเรื่องเดียวกัน
เรามักรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่นิ่งอยู่ แล้วคนอื่นเป็นฝ่ายที่ขยับ
แต่เราเองก็ไม่เคยอยู่กับที่เลยสักปี สิ่งที่เราเคยยืนยันหนักแน่นเมื่อห้าปีก่อน ก็มาจากคนที่เราไม่ได้เป็นแล้ว บางวันความตั้งใจเมื่อเช้ายังอยู่ไม่ถึงเย็นด้วยซ้ำ
ส่วนนี้ของตัวเอง เราเองยังฝากอะไรไว้กับมันไม่ค่อยได้ แล้วจะไปขอให้ใครอยู่นิ่งให้เรา
ไม่ได้พูดด้วยความน้อยใจนะ และไม่ได้บอกว่าคนเราไว้ใจกันไม่ได้
แค่ส่วนที่เปลี่ยนได้ของคนคนหนึ่ง มันเปลี่ยนได้จริงๆ เหมือนภาพบนกระดาษใบเสร็จ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ และไม่ได้มีใครผิด
การที่ใครสักคนเปลี่ยนได้ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความดีอยู่ข้างใน
มีคำเรียกสิ่งนี้ว่า basic goodness ความดีพื้นฐาน ไม่ใช่ความดีแบบนิสัยดีหรือทำตัวดี มันคล้ายกับการที่ดอกไม้บานมากกว่า
ปลายฝนแบบนี้ ริมทางมีดอกหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ดอกเล็กเท่าปลายนิ้ว ขาวบ้าง ม่วงบ้าง เหลืองบ้าง แทรกอยู่ตามซอกหิน ตามขอบคันนา ตามรอยแตกของถนน ไม่มีใครปลูก ไม่มีใครรดน้ำ ไม่มีใครแวะดู
พอหมอกเช้าเริ่มบาง แดดแรกลอดลงมาแตะ มันก็คลี่กลีบออกทีละน้อย น้ำค้างยังเกาะอยู่ที่ปลายกลีบ วาวเป็นเม็ดเล็กๆ ก่อนจะระเหยไปกับแดดสาย
ไม่มีดอกไหนบานครึ่งเดียวเพราะไม่มีคนมอง ไม่มีดอกไหนรอให้ใครชมก่อน มันบานเต็มดอก เบิกบานอยู่อย่างนั้นเอง
ดอกไม้เองก็ไม่ได้อยู่ถาวร บานเช้า บ่ายก็เริ่มโรย กลีบร่วงลงดิน แล้วดินก็รับไว้ เราฝากใจไว้กับดอกใดดอกหนึ่งไม่ได้
แต่เราไม่เคยต้องลุ้นเลยว่าพรุ่งนี้จะมีดอกไม้บานอีกไหม
สิ่งที่วางใจได้อาจจะไม่ใช่ดอกไม้ดอกนั้น แต่เป็นการแย้มบาน
มันมีอยู่ในทุกคน ในทุกขณะ
อยู่ในคนที่เพิ่งเปลี่ยนไปต่อหน้าเรา
อยู่ในเราวันที่ทำตามที่ตั้งใจไว้ไม่ได้
อยู่ในเด็กที่อ่านหนังสือออกเป็นครั้งแรก แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้ม
รูปที่จางไปแล้วก็คล้ายกัน คนในรูปเคยยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ เบียดไหล่กัน หัวเราะจนตาหยี เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้ถูกพิมพ์ลงบนกระดาษมาตั้งแต่แรก
มันเลยไม่มีอะไรให้จาง
ข้างในเรามีเด็กน้อยคนหนึ่งที่อยากเก็บรูปไว้ในกระเป๋าสตางค์
เขาอยากให้มีอะไรสักอย่างอยู่กับเขาตลอดไป อยากเป็นที่รักของใครสักคนแบบที่ไม่มีวันเปลี่ยน แล้วเขาก็กำมันไว้แน่น ด้วยมือเล็กๆ ที่อุ่นและชื้นเหงื่อ
เราไม่ต้องไปดุเขา ไม่ต้องสอนเขาเรื่องความไม่เที่ยง
แค่ค่อยๆ จูงมือเขาออกไปข้างนอก
ไปยืนตรงที่แดดเช้าตกลงบนหลังคาสังกะสี บนยอดหญ้าที่ยังเปียก บนหมาที่นอนขดอยู่กลางถนน บนหลังมือของเขาเอง แดดไม่ได้เลือกว่าจะอุ่นให้ใคร และไม่เคยต้องมีใครขอ
ลมพัดมาก็พัดถึงเขา ฝนตกลงมาก็ตกให้เขาด้วย ดินใต้เท้ารับน้ำหนักเขาไว้โดยไม่เคยถามว่าเขาเป็นใคร
เขาเป็นที่รักแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นที่รักของใคร ไม่ใช่ได้มาจากใคร เป็นที่รักแบบที่ดอกหญ้าเป็น
ยืนอยู่อย่างนั้นสักพัก มือที่กำไว้ก็ค่อยๆ คลาย
ผมเองก็พาเขามายืนตรงนี้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
แต่วันที่มือเขาคลายออก คนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ดูจะหายใจได้เต็มขึ้นไปด้วย ความมั่นคงแบบนี้เลยไม่ได้เลี้ยงแค่เขา มันอาจจะเลี้ยงโลกไปด้วย เหมือนต้นไม้ที่รากลงลึกแล้ว ร่มของมันก็ตกถึงคนที่เดินผ่านไปเอง
ตู้ถ่ายรูปที่ปายก็จะยังพิมพ์รูปลงบนกระดาษที่จางได้เหมือนเดิม
แล้ววันหนึ่งใครสักคนจะเปิดกระเป๋าสตางค์ เจอกระดาษขาวๆ ใบหนึ่งที่เคยมีหน้าเขาอยู่
แดดที่ทำให้รูปใบนั้นจาง ก็เป็นแดดเดียวกับที่ปลุกดอกหญ้าริมทางให้บานทุกเช้า