มีทักษะหนึ่งที่ผมภูมิใจมาตลอดชีวิตการทำงาน
ไม่ใช่การเขียนโค้ด ไม่ใช่การออกแบบระบบ แต่คือการเป็น "นักแปล" — แปลโลกคอมพิวเตอร์ที่ยากและซับซ้อน ปัญหาทางวิศวกรรมที่พันกันเป็นปม ให้กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจได้ โดยเฉพาะฝั่งธุรกิจ ให้เขาเห็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ เห็น trade-off เห็นว่าทำไมต้องเลือกทางนี้ ไม่ใช่ทางนั้น
ผมยึดทักษะนี้มาตลอด ทำมันได้ดี และทำมันมานานจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ เวลามีใครถามว่า "คุณค่าของฮันท์คืออะไร"
แล้ววันหนึ่ง AI ก็เข้ามาในชีวิตของทุกคน
ผมดีใจนะ — พูดจากใจจริง ฝั่งเทคโนโลยีเอามาช่วยงาน ปรับวิธีทำงานได้เร็วขึ้นมาก ฝั่งธุรกิจก็เช่นกัน ทุกคนปรับตัว ทุกคนมีผู้ช่วยที่อธิบายอะไรก็ได้ ตลอดเวลา ไม่มีเหนื่อย ไม่มีติดประชุม
แล้วผมก็ค่อยๆ สังเกตเห็นบางอย่าง
ไม่มีใครรอให้ผมอธิบายอีกแล้ว
ฝั่งธุรกิจเข้าใจและศึกษา trade-off ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ Plan A หรือ Plan B ที่ผมเคยเตรียมไปนำเสนอ แต่ไปไกลกว่านั้นมาก AI ชวนเขาสำรวจทางเลือกใหม่ๆ ที่แม้แต่ผมเองก็ไม่เคยคิดถึง
ตอนแรกผมบอกตัวเองว่า รู้สึกสะเทือนแค่เบาๆ
แต่จริงๆ ไม่ใช่ ผมแค่พยายามคิดบวก มองในแง่ดี และทำสิ่งที่มนุษย์ทำเวลากลัว — ผมไปหาคำถามยากๆ มาถาม AI คำถามที่มันน่าจะตอบไม่ได้ เพื่อให้ตัวเองสบายใจว่า "เห็นไหม มันยังทำแบบเราไม่ได้หรอก"
เวลาผ่านไป ไม่ใช่นับปี แค่เพียงเดือน เพียงวัน AI ตอบคำถามได้ไม่ใช่แค่ทั่วๆ ไปอีกแล้ว มันนำเสนอได้หลากหลายแบบ หลากหลายมุมความเข้าใจ และลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
ตรงนั้นเองที่ผมรู้ชัด — โอ้โห สะเทือนใจเราไม่น้อยเลย
คุณค่าเกือบ 20 ปีของเรา ต่อให้ไม่ได้หายไปไหน แต่เราก็ไม่ได้พิเศษอีกแล้ว
เรานี่โคตรจะธรรมดาเลย
แปลกดีที่ประโยคนั้น — "เราโคตรจะธรรมดา" — พอพูดกับตัวเองซ้ำๆ มันกลับไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด
มันกลายเป็นว่า เราเป็นธรรมดาได้มากขึ้น
ตรงรอยแตกของตัวตนนั้นเอง ผมเริ่มสังเกตเห็นช่องว่างเล็กๆ มีแสงรอดออกมา พอมองเข้าไปใกล้ๆ — อ้าว เห็นผมนั่งอยู่เฉยๆ
คือนั่งอยู่เฉยๆ จริงๆ ไม่ได้อธิบายอะไรให้ใคร ไม่ได้แปลอะไรให้ใคร ไม่ได้พิสูจน์อะไรกับใคร
รู้สึกสงบจังเลย รู้สึกถึงความเย็น ความมั่นคงบางอย่างที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้เราเก่งกว่า AI หรือเปล่า
แล้วก็เข้าใจสิ่งที่สั่นสะเทือนมาตลอด — อ้าว จริงๆ มันไม่ได้เป็นปัญหาเลยนี่นา
ในความเงียบนั้น มีความจริงข้อหนึ่งที่ผมไม่เคยกล้ามองตรงๆ
ทักษะการแปล การอธิบาย การนำเสนอที่ผมยึดถือมาตลอด — จริงๆ แล้วผมไม่ได้ชอบมันขนาดนั้น และไม่ได้อยากทำมันขนาดนั้น
มันเป็นเพียงความบังเอิญของชีวิต ที่เรามีโอกาสได้ทำ แล้วพบว่าทำมันได้ดี พอทำได้ดี คนชม คนต้องการ เราก็เลยจับมันมาเป็นตัวตน สวมมันไว้จนแน่น จนแยกไม่ออกว่าตรงไหนคือเสื้อ ตรงไหนคือตัวเรา
วันนี้พอ AI ทำสิ่งนั้นได้แล้ว — ทำได้ดีด้วย — เสื้อตัวนั้นถูกถอดออกให้โดยที่เราไม่ต้องตัดสินใจเอง
และสิ่งที่เหลืออยู่ข้างใน กลับเบากว่าที่คิด
ผมเข้าใจคำว่า "ไปทำคุณค่าจริงๆ ของเรา" ได้มากขึ้น ไม่ใช่คุณค่าที่ตลาดกำหนด ไม่ใช่คุณค่าที่วัดจากการเป็นคนเดียวที่ทำได้ แต่เป็นคุณค่าที่ยังอยู่ แม้ในวันที่ไม่มีใครต้องการให้เราทำอะไรเลย
ตอนนี้ผมกำลังเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยเข้าไปศึกษาเลยตลอดชีวิต — การไม่ทำ การอยู่เฉยๆ
โลกของ unproductivity
ฟังดูเป็นคำลบใช่ไหม ในโลกที่ผมโตมา คำนี้แทบจะเป็นคำต้องห้าม ไม่ productive คือขี้เกียจ คือถดถอย คือเสียเวลา ทุกเครื่องมือ ทุกเฟรมเวิร์ก ทุกวัฒนธรรมองค์กร ล้วนสร้างขึ้นเพื่อกำจัดมัน
แต่พอได้เข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ มันไม่ใช่คำลบเลย
มันเปี่ยมไปด้วยชีวิต และจิตวิญญาณของการมีอยู่
การนั่งเฉยๆ โดยไม่ต้องเป็นนักแปล ไม่ต้องเป็น CTO ไม่ต้องเป็นคนเก่ง — แค่เป็น — กลับเป็นพื้นที่ที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา
ผมยังดีใจที่ AI เข้ามาทำงานหลายๆ อย่างในชีวิต และวันนี้ดีใจมากกว่าเดิม ด้วยเหตุผลที่ต่างจากวันแรก
วันแรกดีใจเพราะมันช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น เก่งขึ้น ไปได้ไกลขึ้น
วันนี้ดีใจเพราะมันช่วยถอดเสื้อบางตัวที่เราสวมมานานเกินไป และพาเรากลับมาพบคนที่นั่งอยู่เฉยๆ ข้างในมาตลอด
คนที่ไม่ต้องพิเศษ ก็มีอยู่ได้อย่างเต็มเปี่ยม
บันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ อยู่เฉยๆ · unproductivity — โลกของการไม่ทำ