ผมเขียนประโยคนี้ขึ้นมาแล้วก็นั่งมองมันอยู่นาน
ความสำเร็จที่มีไว้เพื่อให้ไม่สำเร็จ
ไม่ได้ประชดนะ ไม่ได้กำลังจะบอกว่าอย่าไปทำอะไรให้สำเร็จ หรือความพยายามมันไร้ค่า ไม่ใช่เลย สิ่งที่รู้สึกมันละเอียดกว่านั้นนิดหนึ่ง คือมันอาจจะไม่ต้องมีความสำเร็จตั้งแต่แรกก็ได้ ไม่ใช่ห้ามสำเร็จ แต่ว่า...ทำไมเราถึงมั่นใจกันนักว่ามันต้องมีตอนจบ ต้องมีเส้นชัย ต้องมีจุดที่ใครสักคนเป่านกหวีดแล้วบอกว่าเสร็จแล้ว
ใครบอกเหรอว่ามันต้องเสร็จยังไง จบยังไง ใครเป็นคนกำหนดหรอ
ลองถามตัวเองดีๆ สิ ภาพความสำเร็จที่เราแบกไว้ในหัวเนี่ย มันมาจากไหน เราวาดมันขึ้นมาเองตอนไหน หรือมันถูกยื่นมาให้เราตั้งแต่ก่อนเราจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน ในฟีดที่เลื่อนผ่านทุกเช้า เราโตมากับภาพของ "ตอนที่ทุกอย่างลงตัว" จนเราไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า ตอนที่ทุกอย่างลงตัวเนี่ย มันมีจริงไหม หรือว่ามันเป็นแค่เส้นที่เราขีดขึ้นมาเอง แล้ววิ่งไล่ตามมันไปเรื่อยๆ พอใกล้จะถึงก็ขยับมันออกไปอีก
มีบางอย่างปลดเปลื้องมากนะ เวลาเรายอมวางความคิดที่ว่ามันต้องจบลงตรงไหนสักที่
เพราะพอวางลงปุ๊บ พื้นที่มันก็เปิดออก
พื้นที่กว้างความกว้างนี้ — ที่เราเพิ่งเริ่มเรียนรู้ และยืนอยู่ตรงขอบเริ่มต้นของมันเองแท้ๆ — แค่นี้ยังรู้สึกว่ามันกว้างใหญ่มหาศาล และคนทั่วไปยังเดินทางมาไม่ถึงตรงนี้เลยด้วยซ้ำ ผมไม่ได้พูดด้วยความรู้สึกว่าตัวเองอยู่สูงกว่าใครนะ ตรงกันข้ามเลย ผมพูดด้วยความทึ่ง ว่าแค่ขอบของการเริ่มต้น แค่ก้าวแรกที่ยังไม่ทันก้าว มันก็กว้างขนาดนี้แล้ว แล้วเรายังจะรีบไปหาตอนจบทำไม ในเมื่อแม้แต่จุดเริ่มเรายังสำรวจมันไม่หมดเลย
ลองนึกถึงเรื่องง่ายๆ เรื่องหนึ่งดู
การฟัง
เราพูดกันเสมอว่าการฟังเป็นเรื่องพื้นฐาน ใครๆ ก็ฟังเป็น มีหูก็ฟังได้ แต่การทนฟังในสิ่งที่แตกต่างจากความจริงของเรา — อันนี้ยากมากแน่ๆ เรารู้กันมาตลอดว่ามันสำคัญ พูดถึงมันบ่อยจนเบื่อ แต่เอาเข้าจริงเราก็ยังต้องฝึกอยู่ดี ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนแก่ก็ยังไม่จบ
แล้วสิ่งที่ต้องฝึกจริงๆ มันคืออะไร
มันไม่ใช่การฝึกเงียบ ไม่ใช่การฝึกพยักหน้า ไม่ใช่การฝึกอดทนกัดฟันรอให้เขาพูดจบเพื่อจะได้พูดของเราบ้าง สิ่งที่ต้องฝึกจริงๆ คือการรู้สึก ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอยู่ คือการรู้ตัวว่าตอนนี้มีบางอย่างกำลังเดินทางเข้ามาในเรา มีคำพูดของเขา มีน้ำเสียง มีสิ่งที่เขาเชื่อซึ่งมันไม่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ และตรงนั้นน่ะ มันสั่นสะเทือนอะไรในตัวเราบ้าง
ลองสังเกตดู เวลาใครพูดอะไรที่ขัดกับความจริงของเรา ร่างกายมันรู้ก่อนหัวเสมอ ไหล่เกร็งขึ้นนิดหนึ่ง ลมหายใจสั้นลง มีอะไรบางอย่างในอกที่อยากจะสวนกลับ อยากแก้ อยากอธิบาย อยากให้เขาเข้าใจว่าเขาผิด ความเร็วตรงนั้นน่ะน่ากลัวมาก เพราะเราไม่ทันเห็นมันด้วยซ้ำ เราแค่...เป็น เราเข้าไปเป็นมันเลยทันที
แค่ตอนที่ฟัง ซึ่งดูเหมือนง่ายๆ เนี่ย มันส่งผลยากมากมาย
เพราะการฟังจริงๆ มันคือการสร้างความจริงขึ้นมาใหม่ ความจริงที่ไม่ได้มีตัวเราอยู่ในนั้น
ตรงนี้แหละที่ผมว่ามันลึก ปกติเวลาเรา "เข้าใจ" อะไรสักอย่าง เราเอาตัวเราเป็นศูนย์กลางตลอด เขาพูดมา เราก็เอามาวัดกับความจริงของเราทันที ตรงไหม ไม่ตรง ถูกไหม ผิด เห็นด้วยไหม ไม่เห็นด้วย เราไม่ได้กำลังฟังเขา เรากำลังฟังเสียงสะท้อนของตัวเราเองที่กระทบกับคำพูดเขาแล้วเด้งกลับมา ตลอดเวลา เราอยู่ในห้องที่มีแต่กระจกบานเดียว แล้วเข้าใจว่ากำลังมองออกไปข้างนอก
การฟังที่แท้จริงมันคือการยอมให้มีความจริงอีกชุดหนึ่งดำรงอยู่ได้ โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปอยู่ในนั้น โดยที่เราไม่ต้องเป็นเจ้าของมัน ไม่ต้องตัดสินมัน ไม่ต้องรีบเอามันมากลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเรา ปล่อยให้มันเป็นของเขา ปล่อยให้ความจริงของเขามีที่ทางของมันเอง
ฟังดูเหมือนถ่อมตัวใช่ไหม แต่จริงๆ มันสะเทือนกว่านั้น เพราะมันแปลว่า เราต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่ศูนย์กลางของความจริง
เราไม่ใช่สิ่งที่เป็น
ประโยคนี้ผมเขียนแล้วก็ยังต้องกลับมาอ่านซ้ำหลายรอบ เราไม่ใช่สิ่งที่เป็น เพราะกระบวนการทั้งหมดนี้ — การรับรู้ การฟัง การเข้าใจ — มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีการรับรู้ มีตัวรู้อยู่ แต่ส่วนใหญ่เราไม่รู้ว่ามีตัวรู้ เราข้ามมันไปเลย เราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของผู้รับรู้ เราเข้าไปเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้เสียเอง
โกรธขึ้นมา เราไม่ได้รู้ว่ามีความโกรธ เราเป็นความโกรธ เสียใจขึ้นมา เราไม่ได้รู้ว่ามีความเสียใจผ่านมา เราเป็นความเสียใจ มีความคิดผุดขึ้น เราไม่ได้เห็นว่ามีความคิด เราเป็นความคิดนั้นทันที แล้ววิ่งตามมันไปไกลโดยไม่รู้ตัวเลยว่าออกเดินทางตั้งแต่เมื่อไหร่
ระยะห่างเล็กๆ ระหว่าง "รู้ว่ามี" กับ "เป็น" เนี่ย แคบมาก แคบจนแทบมองไม่เห็น แต่มันคือทั้งหมดของเรื่องนี้เลย มันคือช่องว่างที่เป็นอิสรภาพ ถ้าเราเห็นว่ามีความโกรธ เรายังเลือกได้ว่าจะทำอะไรกับมัน แต่ถ้าเราเป็นความโกรธไปแล้ว มันไม่มีใครเหลืออยู่ให้เลือก มีแต่ความโกรธที่ทำงานของมันต่อไป
การฝึกจึงไม่ใช่การฝึกให้เก่งขึ้น ไม่ใช่การสะสมว่ารู้อะไรเพิ่มอีกเท่าไหร่ มันเป็นการฝึกที่จะอยู่ตรงช่องว่างนั้นให้ได้นานขึ้นอีกนิด ตรงรอยต่อบางๆ ก่อนที่เราจะกระโจนเข้าไปเป็น
แล้วนี่แหละ ผมว่ามันวนกลับมาที่เรื่องความสำเร็จ
เพราะความสำเร็จในความหมายเดิม มันคือการไปให้ถึง คือการได้เป็นอะไรสักอย่าง ได้เป็นคนที่ทำสำเร็จแล้ว ได้เป็นคนที่จบแล้ว ได้เป็นเจ้าของผลลัพธ์ มันคือการเข้าไปเป็น แบบเดียวกับที่เราเข้าไปเป็นความโกรธนั่นแหละ เราเข้าไปเป็นภาพความสำเร็จในหัว แล้ววิ่งตามมันไปจนลืมมองว่า เออ ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ตรงนี้มันมีอะไรให้รับรู้บ้าง
แต่ถ้าเราไม่ต้องไปถึงล่ะ ถ้าความสำเร็จมันไม่ใช่ปลายทางที่ต้องไปเป็น แต่เป็นแค่ทิศที่ช่วยให้เรารู้ว่ากำลังหันหน้าไปทางไหน แล้วที่เหลือคือการอยู่ตรงนี้ ตรงขอบของการเริ่มต้น ตรงที่ทุกอย่างยังเปิดอยู่ ยังไม่ถูกตัดสินว่าจบหรือไม่จบ
งานที่ทำอยู่ทุกวันก็เหมือนกัน โค้ดที่เขียน ทีมที่ดูแล ผลิตภัณฑ์ที่กำลังสร้าง วงที่จัด เราชอบคิดว่ามันต้องไปจบที่การ launch ที่ตัวเลข ที่ภาพในอุดมคติ แต่ถ้าตัดสินใจดีๆ มันไม่มีตอนจบจริงๆ หรอก มี launch ก็มี version ต่อไป มีตัวเลขก็มีตัวเลขถัดไป สิ่งที่มีจริงคือกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า กับคำถามว่า ตอนนี้เรารับรู้มันอยู่ไหม หรือเราหายเข้าไปในภาพตอนจบจนไม่ได้อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ
ผมไม่ได้บอกว่าอย่ามีเป้าหมายนะ เป้าหมายมันดี มันให้พลังงาน มันรวมคนเข้าหากัน แต่เป้าหมายกับการยึดว่าต้องไปถึงให้เป็นมันคนละเรื่องกัน เป้าหมายที่ดีมันเหมือนดาวเหนือ เราไม่ได้จะไปเหยียบมัน เราแค่ใช้มันบอกทิศ ส่วนการเดินทางจริงๆ มันเกิดขึ้นบนพื้นดินตรงนี้ ในก้าวนี้ ในลมหายใจนี้
แล้วการอยู่กับลมหายใจนี้ได้ มันก็คือการฝึกอันเดียวกับการฟังนั่นแหละ การรู้ว่ากำลังหายใจอยู่ ไม่ใช่เป็นลมหายใจ การรู้ว่ากำลังทำงานอยู่ ไม่ใช่หายเข้าไปในงาน การรู้ว่ากำลังฟังเขาอยู่ ไม่ใช่ฟังเสียงสะท้อนของตัวเอง ทุกอย่างมันคือเรื่องเดียวกันหมด คือการกลับมาอยู่ในตำแหน่งของผู้รับรู้ แทนที่จะถูกกลืนเข้าไปเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้
แล้วพอเห็นแบบนี้ ความสำเร็จมันก็คลายความหมายเดิมลง
ความสำเร็จที่มีไว้เพื่อให้ไม่สำเร็จ — มันไม่ได้แปลว่าล้มเหลว มันแปลว่าเราไม่ต้องรีบให้มันจบ เราอยู่ได้ตรงความไม่จบนี้ อยู่กับมันได้อย่างสบายใจ เพราะตรงความไม่จบนี่แหละที่ทุกอย่างยังมีชีวิต ยังเคลื่อนไหว ยังให้เราเรียนรู้ พอมันจบมันก็ตาย พอเราคิดว่ารู้แล้วเราก็หยุดฟัง พอเราคิดว่าสำเร็จแล้วเราก็หยุดอยู่กับมัน
ผมเลยชอบที่จะคิดว่าตัวเองยังยืนอยู่ตรงขอบเริ่มต้น ยังอยู่ตรงที่พื้นที่มันกว้างใหญ่มหาศาล ยังมีเรื่องง่ายๆ อย่างการฟังที่ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่จบให้ฝึกต่อ ยังมีช่องว่างบางๆ ระหว่างรู้กับเป็นให้กลับมาเห็นมันได้ใหม่ทุกวัน
มันไม่ต้องเสร็จก็ได้
ใครเป็นคนกำหนดล่ะว่ามันต้องเสร็จ
เราเริ่มต้นเองตรงนี้ได้ทุกครั้ง และแค่นั้นมันก็กว้างพอแล้วสำหรับทั้งชีวิต